การพัฒนานวัตกรรม การสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ-เอกชน และ SHE (หมอพูลชัย)

การพัฒนานวัตกรรม การสร้างความร่วมมือกับภาครัฐ-เอกชน และ SHE (หมอพูลชัย)

2020-06-29T09:46:20+00:00มิถุนายน 2nd, 2020|บทความ|

S.H.E. (Social Health Enterprise) กับการเป็น Start up เพื่อสังคม (หมอพูลชัย)

จากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมที่รักษาสังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสได้มีทางเลือกในชีวิต จนสามารถขยายผลได้ในระดับนานาชาติ

 

วิสาหกิจสุขภาพชุมชน บ้านกึ่งวิถี SHE

เริ่มต้นทำกิจการเพื่อสังคมอย่างไร?

เราต้องเริ่มจากมองปัญหาให้เป็นก่อน ซึ่ง UNSDG 17 ข้อ ได้บอกปัญหาที่คนทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ และเมื่อศึกษาลงรายละเอียด เราจะเห็นตัวชี้วัดหรือ KPI ที่บอกรายละเอียดของปัญหา จากนั้นเรากลับมาดูรายงานประเทศไทยว่ามีปัญหาอะไรบ้างที่เรายังทำได้ไม่ดี

 

เราจะค้นหาทางแก้ปัญหาอย่างไร?

การที่เราจะเริ่มทำอะไร มี 3 เรื่องที่ต้องคิด คือ เงิน คน ของ

น้องมีเงินหรือยัง? เอาคนมาจากไหน? คนหาเงินได้ไหม? การทำงานอย่างไร?

ตามกรอบของ UNSDG ตัวชี้วัดแต่ละตัวจะมีกรมกองต่าง ๆ เป็นผู้ดูแล ซึ่งภาครัฐทราบดีว่า การทำงานที่มีประสิทธิภาพคือการร่วมมือกับภาคประชาชนในการร่วมกันแก้ไขปัญหาสังคม

 

ภารกิจของกิจการเพื่อสังคม คือการแก้ไขปัญหาสังคมโดยกระบวนการทางธุรกิจที่เติบโต ยั่งยืน และสร้างผลกระทบทางบวกได้ เริ่มจากเราสังเกตจากเรื่องที่ประชาชนบ่น เพราะเสียงบ่นคือเสียงความรู้สึกของประชาชนที่คนทำงานภาครัฐต้องตอบสนอง

ซึ่งในฐานะผู้ประกอบการสังคม  เราต้องมีนวัตกรรมหรือกระบวนการทางธุรกิจที่ทันสมัยกว่าภาครัฐ และกระบวนการนี้สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ โดยไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชนหรือภาครัฐ แต่เป็นการทำงานที่เชื่อมความรู้และความสามารถที่ทั้งสองภาคขาดหายไป

“เราเหมือนเป็นตัวเสริมเข้าไปแล้วทำให้วงจรการพัฒนาหมุนเร็วขึ้น เกิดคุณค่าที่ทุกคนมองเห็นได้”

 

ในช่วง 1 – 2 ปีแรก การพิสูจน์ว่าเราสามารถสร้างผลกระทบทางสังคมเชิงบวกได้นั้นเป็นเรื่องที่ท้าทาย การสร้างความร่วมมือกับภาครัฐและภาคท้องถิ่นต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจ

“หากเราต้องการเติบโตแบบกิจการเพื่อสังคม เราต้องเป็นกิจการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เช่น  Social Giver”

 

SHE แก้ปัญหาอะไร

ปัญหาที่พบในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คือคนทำงานมากเกินไป ทำงานดึกดื่น ติดยูทูป ไล่ตั้งแต่เด็กติดเกม จนคนแก่ติดไลน์ พวกเราถูกเคี่ยวเข็ญให้ทำงานมากมาย เช่น หัวหน้าสั่งงานตอนสี่ทุ่มแล้วให้ส่งงานตอนหกโมงเช้าวันถัดไป ความทรมานของการทำงานแบบนี้ทำให้เกิด Workplace stress (ความเครียด/อ่อนล้าจากการทำงานที่มากเกินไป)

ซึ่งเชื่อมโยงกับความดันสูง เหนื่อยง่าย หายใจไม่ทัน แน่นหน้าอก ปวดศรีษะ ตื่นกลางดึก ฉี่บ่อย ใจสั่นเต้นเร็ว โดยอาการเหล่านี้เกิดจากความตึงค้างของกล้ามเนื้อทั้งร่างกาย ซึ่งเกิดจากการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติที่ผิดปกติ

“จึงเกิดประกายในการสร้างนวัตกรรมในการดัดจัดสรีระโดยไม่ต้องใช้ยาและทำให้อาการตึงค้างกลับสู่ปกติ ซึ่งเป็นการแก้ไขปัญหาข้อ 3 ของ UNSDG คือเรื่องสุขภาวะ (Wellness) โดยเราค่อนข้างแน่ใจว่าโมเดลนี้จะยั่งยืนและทำรายได้ได้ เพราะมีฐานลูกค้าจำนวนมาก”

 

ตามหาลูกค้าได้อย่างไร?

เรามีกลุ่มลูกค้าที่พร้อมจ่ายเงินเพื่อแก้ปัญหาความเครียดหรือความอ่อนล้าจากการทำงานที่มากเกินไป นวัตกรรมของเราในตอนแรกคือบริการครั้งละ 1 ชั่วโมง สามารถแก้ไขได้ทั้งตัว ทั้งนี้คนในปัจจุบันส่วนใหญ่คุ้นเคยกับบริการผ่านทางมือถือ หากเราต้องการปรับเปลี่ยนงานบริการของเราให้เข้ากับพฤติกรรมของคนในปัจจุบัน งานของเราต้องสั้นและได้ประสิทธิภาพมากกว่านั้น ในแง่นี้ เราได้ย่อยข้อมูลเพื่อให้สามารถเรียนจบหลักสูตรได้ภายใน 1 เดือน แล้วนำไปสอนกลุ่มสตรีด้อยโอกาสที่อยู่ในเรือนจำและเด็กด้อยโอกาส

 

สิ่งที่กิจการเพื่อสังคมต้องทราบ

UNSDG ข้อ 17 เขียนว่า Partnership for Goal หมายความว่า อย่าทำงานคนเดียว เรารู้ว่ามีคนต้องการใช้บริการจำนวนมาก เรามองเห็นว่ามีผู้ต้องขังหญิง 40,000 คนในเรือนจำ และเด็กดอยอีก 60,000 คน โดยมีเป้าหมายคืออยากให้ครอบครัวของพวกเขาเลิกทำเกษตรอันตราย

เราจึงร่วมงานกับดอยตุง ซึ่งจากข้อมูลของดอยตุงพบว่า ถ้าครอบครัวมีรายได้เดือนละ 4,000 บาททุกเดือน การทำไร่เลื่อนลอยหรือการบุกรุกป่าจะลดลง และสามารถทำไร่นาสวนผสมได้

 

การเข้ามาเป็นกิจการเพื่อสังคมต้องมองปัญหาของไทยให้ออก ปัญหาใดยังไม่ได้รับการแก้ไข หรือยังแก้ได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ โดยเริ่มจากการฟังเสียงบ่น แล้วสร้างนวัตกรรมเพื่อให้เสียงบ่นหายไป แล้วนำนวัตกรรมนั้นไปคุยกับหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องนี้

“ระบบนิเวศน์ของกิจการเพื่อสังคมก็เกิด มีตลาด มีนวัตกรรม มีผู้ซื้อ มีผู้ขาย มีผู้ให้บริการ และคิดให้มีรายได้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี”

 

ปัจจุบันมีกรอบแนวคิด มีสมาคม SE Thailand มีพวกพี่ ๆ ที่พร้อมให้ความรู้เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย

พวกเรายินดีให้คำแนะนำว่ามีกลไกของรัฐ องค์กรสหประชาชาติ ตลาดหลักทรัพย์ หรือกลไกตรงไหนที่ทำให้เกิดความร่วมมือกับลูกค้าของเราหรือองค์กรที่สนับสนุนเรา

 

ยกตัวอย่าง SHE เราทำให้ผู้ต้องขังหญิงที่เคยมีความเหลื่อมล้ำในสังคมด้วยความเป็นผู้หญิงและผู้ต้องโทษด้วย เราลดเรื่องความเหลื่อมล้ำในสังคมและในด้านเพศ เราทำเรื่องสุขภาวะให้ดีขึ้น เราคืนผืนป่าและน้ำสะอาดกลับมา เราช่วยแก้ปัญหายาเสพย์ติด

 

ต้องคิดระดับโลก?

กิจการเพื่อสังคมต้องคิดเรื่องการขยายผลตั้งแต่ต้น ต้องคิดว่าเราจะขยายไปประเทศต่าง ๆ ได้อย่างไร? มีข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการเคลื่อนย้ายธุรกิจของเราอย่างไร ถ้าเราไม่ใช่ธุรกิจออนไลน์ แต่เป็นธุรกิจแบบปกติ เราจะก้าวข้ามประเทศต่าง ๆ และเข้ากับวัฒนธรรมของเขาได้อย่างไร รายละเอียดเหล่านี้ต้องศึกษาและออกแบบการบริการให้เหมาะสม

เช่น ชุดบริการของเราต้องปรึกษากรรมการอิสลามว่าขัดต่อหลักศาสนาของอิสลามไหม? การให้ผู้หญิงที่เป็นคนอิสลามมาทำการรักษาให้กับผู้หญิงด้วยกันหรือผู้ชาย มีสิ่งที่ขัดกับหลักศาสนาไหม?

 

ความไม่เหมาะสม?

เราออกแบบการให้บริการจนกระทั่งภาพการนวดเฉพาะจุด (นวดแอบแฝง) ไม่เกิดขึ้นในธุรกิจของเราเพราะเราออกแบบการบำบัดของเรามีการสัมผัส ระหว่างกันน้อยมากและไม่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเร้า

“นอกจากคิดระดับโลกแล้วต้องทดสอบความคิดด้วยว่าไม่เป็นไรจริง ๆ”

 

การนำภูมิปัญญามาสร้างนวัตกรรม

“ถ้าเราเห็นปัญหาของชุมชนและเราอยากแก้ปัญหาเฉพาะในชุมชนของเรา จะเป็นกิจการเพื่อสังคมได้ไหม? ตอบว่า เป็นได้แต่จะเป็นกิจการเพื่อสังคมที่ไม่ยั่งยืน น้องจะเสียเวลา เสียพลังใจ”

 

“การพยายามนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาปรับแต่งให้เข้าถึงง่ายเพื่อสามารถสร้างรายได้จากสิ่งนั้นได้

ต้องเข้าใจก่อนว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นแห่งหนึ่ง อาจไม่ได้รับการยอมรับในอีกแห่งหนึ่ง”

เราต้องสามารถปรับให้เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกยอมรับและอยากใช้ เช่น สตีฟ จ้อบส์ ออกแบบมือถือไอโฟนรุ่นแรกขึ้นมา ซึ่งเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้ใช้จากเดิมที่เป็นปุ่มกดกลายเป็นจอสัมผัส แล้วในปัจจุบันมือถือที่เป็นปุ่มกด เช่น โนเกียก็สูญสลายไป

 

สิ่งที่ SHE ทำคือการเอาความรู้เรื่องฤาษีดัดตนและเรื่องโยคะ มาผสานกับความรู้ทางการแพทย์เรื่องระบบประสาทอัตโนมัติ เรื่องความเครียด ตึง ล้า

ซึ่งเวลาเราไปอธิบายคนอื่น หากเราอธิบายถึงกระบวนการว่าต้องดึงแบบนี้เพื่อให้กล้ามเนื้อคลาย คนทั่วไปฟังไม่เข้าใจ

“การอธิบายเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับคนภายนอกฟังแล้วเข้าใจ เราต้องย้ายบทสนทนาพื้นฐานไปพูดในเรื่องที่พวกเขารู้จักคุ้นเคย” เช่น หมออธิบายถึงอาการบ่าตึง คอตึง หลังปวด ขาตึง ถ้าทุกหนึ่งความตึงคือหนึ่งแอพพลิเคชั่น และเปรียบร่างกายเราคือมือถือระบบแอนดรอย์ เรามี 30 แอพฯ กำลังทำงานอยู่ แอพฯ เหล่านั้นดึงพลังงานของแบตเตอรี่และลดผลการดำเนินงานของเครื่องเรา พอเราจะเปิดโปรแกรมเพื่อทำงานปรากฏว่าทำได้ช้ามาก ๆ ปกติแล้วเราก็ใช้โปรแกรมจัดการข้อมูลเพื่อลบแอพฯ พวกนั้นทิ้งไป แล้วเปิดแอฟฯ ที่เราต้องการขึ้นมาใหม่

ดังนั้นวิธีการสื่อสารของหมอคือ ร่างกายคุณตึงไปทั้งตัวเลยเหมือนมือถือคุณตอนนี้รันโปรแกรมอยู่ 20 แอฟฯ หมอจะทำหน้าที่เป็นโปรแกรมจัดการข้อมูล โดยใน 10 นาทีต่อจากนี้ หมอจะละลายแอฟฯ ความตึงที่ค้างอยู่ที่คอ บ่า หลัง และไหล่ของคุณให้หายไป และให้พลังงานวิ่งไปที่สมองคุณเพื่อทำงานได้มีประสิทธิภาพ เมื่อ 10 นาทีผ่านไป เขาได้พบผลลัพธ์จากการบำบัด เมื่ออนาคตเขาเป็นผู้สื่อสารให้คนอื่น เขาจะสื่อสารได้ดีและชัดเจน

 

“หากต้องการแก้ไขปัญหาสังคม ให้ลองนำนวัตกรรมที่สร้างขึ้นมาไปหากลุ่มคนด้อยโอกาสหรือกลุ่มคนที่หากได้ทำงานชิ้นนี้แล้วเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ”

 

ยกตัวอย่าง เรากำลังเข้าสู่สังคมสูงอายุ ซึ่งคนสูงอายุถูกมองว่าเป็นภาระของสังคม ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยในญี่ปุ่นอยากมีชีวิตที่คล่องแคล่วหลังจากเกษียณแล้ว แต่ไม่มีงานให้เขาทำด้วยเศรษฐกิจที่หดตัว ซึ่งจากภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ ทำให้คนในองค์กรเกิดความเครียดและความอ่อนล้าจากการทำงานที่มากเกินไป เป้าหมายเดิมของเราคือการสอนนักโทษหรือเด็กดอยที่ขาดโอกาส แต่สำหรับญี่ปุ่น เป้าหมายของเราคือการสอนคนที่กำลังเกษียณและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดี อยากทำงานที่ได้ใช้แรงกาย ซึ่งพวกเขาสามารถกลับไปให้บริการกับพนักงานที่ยังอยู่ในบริษัทเดิมของพวกเขา หรือรวมกลุ่มกันและให้บริการตามสถานีรถไฟในเขตเมืองของพวกเขา คนที่เดินทางเข้าออกเมืองหรือนักท่องเที่ยวที่เดินทางสามารถใช้บริการของพวกเขาได้ “แสดงให้เห็นว่าเมื่อเราสร้างนวัตกรรมแล้ว ไม่ได้จำกัดว่าเราต้องทำงานกับคนกลุ่มเดียวเท่านั้น”

 

ในการสื่อสารกับภายนอกโดยเฉพาะในระดับโลก เราต้องนึกถึงสื่อพาหะที่จะพาเราไป ถ้าเราเข้าไปในฐานะธุรกิจปกติ เราจะเจอเรื่องทางลิขสิทธิ์ ทรัพย์สินทางปัญญา ข้อจำกัดด้านการค้าต่าง ๆ เช่น ธุรกิจด้านการบริการฟื้นฟูสมรรถนะทางร่างกาย เราต้องเจอสมาคมนักกายภาพบำบัด สมาคมนักจิตวิทยา สมาคมหรือองค์กรที่เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน

หากเราทำงานกับ UNDP หรือ UNODC ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับยาเสพย์ติด โดยให้องค์กรเหล่านี้ขายงานกับรัฐบาลแต่ละประเทศว่าสนใจงานเพื่อสังคมที่สามารถสร้างรายได้และยั่งยืนได้ด้วยตนเองโดยไม่สร้างภาระหรือก่อหนี้ให้กับรัฐบาลไหม? หากสนใจทางองค์กรจะแนะนำ SHE ให้

 

เวลาเลือกภูมิปัญญามาสร้างนวัตกรรม ให้คิดว่าสามารถขยายไปในระดับโลกได้อย่างไร? สามารถอธิบายให้คนทั่วโลกเข้าใจงานของเราได้ง่าย ๆ ได้อย่างไร? มีองค์ประกอบใดที่ช่วยให้เราก้าวข้าม ข้อจำกัดทางการค้าและนอกเหนือจากการค้า? เพราะถ้าคุณต้องการเป็นธุรกิจระดับสากล การทำทุกอย่างด้วยตัวเองทั้งหมด จะกินทุนและการเติบโตค่อนข้างยากมาก

แต่ถ้าเป็นกิจการเพื่อสังคมที่สามารถเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาข้อใดข้อหนึ่งใน 17 ข้อของ UNSDG เพื่อให้ UN สามารถแนะนำธุรกิจของเราให้กับประเทศอื่น ๆ เพื่อการบรรลุผลของ UNSDG

เช่น SHE ครอบคลุม UNSDG ได้ 7 ข้อ ทำให้มีรัฐบาล มหาวิทยาลัย หรือธุรกิจเพื่อสังคมในประเทศต่าง ๆ พร้อมรับโมเดลของเราไปขยายผลต่อ

“เพราะความสุขของเราไม่ได้เกิดจากการกระทำในชื่อของเรา แต่เป็นการร่วมกันสร้างผลกระทบทางสังคมในเชิงบวก”

 

การทำงานกับภาครัฐและภาคธุรกิจ

คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยอยากติดต่อกับราชการเพราะรู้สึกว่ามีข้อกำหนดมากมาย แต่ในประเทศไทยการลงทุนจากภาครัฐถือเป็นการลงทุนใหญ่ที่สุด ถ้าเราสามารถเข้าถึงการลงทุนของภาครัฐหรืองบประมาณของหน่วยงานที่เขาสามารถพัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคมที่สอดคล้องกับงานของเราได้

 

เวลาติดต่อ แนะนำให้ติดต่อระดับอธิบดี โดยวิธีการติดต่อในปัจจุบันถือว่าง่ายกว่าสมัยก่อน เนื่องด้วยข้าราชการค่อนข้างระวังในเรื่องภาพลักษณ์ ซึ่งการเขียนจดหมายแนะนำตัวและขอเข้าพบเพื่อปรึกษา ควรเขียนอย่างเป็นทางการ

เริ่มจากการกล่าวถึงการกล่าวถึงสภาพการณ์ปัจจุบัน การแนะนำตนเอง อธิบายถึงนวันตกรรมที่เราทำ พันธมิตรของเรา

ในส่วนของวัตถุประสงค์ เพื่อหาความร่วมมือระหว่างภาครัฐ หน่วยงานและเรา

อย่าเขียนขอเงินหรืองบประมาณตั้งแต่ครั้งแรก แต่ให้เขียนเรื่องที่สร้างความประทับใจให้กับเขา นำเสนอสิ่งใหม่ ๆ ให้เขาสนใจ

การที่เรานำเสนอทางแก้ไขปัญหาด้วยนวัตกรรมมักทำให้เขาตื่นเต้น

ต้องระลึกว่าพวกเขามีงานประจำ แต่เราต้องพยายามสร้างสัมพันธ์ที่ดีไว้

“ผมไม่อยากรบกวนเวลาท่านบ่อยๆ ขอสแกนไลน์ไว้ได้ไหม ทางผมจะส่งเรื่องหรืออัพเดตความก้าวหน้าของงานไว้เมื่อท่านสะดวกแล้วค่อยอ่าน” วิธีนี้มีประสิทธิภาพมาก

ถ้าเป็นเบอร์โทรจะไม่ค่อยสะดวก

 

“เมื่อเขาคุ้นเคยและเห็นความก้าวหน้าของงานเรา เขาจะเกิดการเปรียบเทียบกับการทำงานแบบเดิม ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้กับเรา”

 

SHE ทำงานกับผู้ต้องโทษโดยในปีที่ 3 มีการเขียนพรบ.ราชทัณฑ์ใหม่ทั้งฉบับ และเราได้รับเชิฐให้เข้าเป็นกรรมธิการในการร่างพรบ.นั้น ซึ่งเป็นโอกาสดีอย่างมากที่เราจะเติมประเด็นที่ควรมีลงในกฏหมายหลัก เช่น การทำงานร่วมกับภาคประชาสังคม การที่กรมต้องจับมือกับหน่วยงานอื่นเพื่อคืนคนดีสู่สังคมให้เกิดประสิทธิภาพ

 

จากการที่เราส่งงานของเราเข้าสู่มือของอธิบดี 5 – 6 คน วันหนึ่งเมื่อรัฐบาลทำเรื่องปฏิรูป

เพื่อให้การขับเคลื่อนระดับกระทรวง ธุรกิจเพื่อสังคมอย่างเราได้รับเชิญเข้าไปในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ

ในการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูป เช่น SHE ได้รับการเชิญให้เข้าไปเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในการพัฒนาพฤตินิสัย

เพราะเรามีความเชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ด้านนี้

 

ไม่ควรละเลยภาครัฐ อาจเริ่มจากการติดต่อกับราชการระดับเล็ก ๆ เพื่อขอคำปรึกษาในการปรับกลยุทธ์แล้วทำหนังสือถึงระดับอธิบดี

ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราหาได้จากเว็บไซต์ของกระทรวงว่ากรมไหนดูแลรับผิดชอบเรื่องอะไร

สถาบันพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมีข้อมูลเรื่องการปฏิรูปประเทศ การกำหนดดัชนีตัวชี้วัดของกระทรวงต่าง ๆ อยู่

ควรศึกษาและตรวจสอบข้อมูลเหล่านี้เพื่อความน่าเชื่อถือเวลาเราเขียนโครงการเสนอภาครัฐ

 

“อย่าคาดหวังว่าเมื่อมีจดหมายหรือนโยบายใด ๆ มาสนับสนุนเราแล้ว ทุกองค์กรของภาครัฐจะสนับสนุนเรา

ทุกอย่างเราต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความเป็นจริง”

 

บางครั้งเราอาจต้องก้าวไปถึงขั้นเขียนกฏหมายเอง เช่น เราทำเรื่อง workplace stress หรือความเครียดจากการทำงาน เรานึกถึงกลุ่มประกันสังคมที่มีอยู่ 13 ล้านคน ทำอย่างไรให้คนกลุ่มนี้ใช้บริการเราอย่างต่อเนื่องซึ่งเป็นปัจจัยหลักสู่ความสำเร็จมาก ๆ

 

“Regulatory Sandbox คือการมีกฏหมายอยู่แล้วแต่ไม่มีใครนำมาใช้ ลองหาพื้นที่แล้วลองใช้กฏหมายข้อนั้นอย่างเต็มที่ว่าใช้คนเท่าไหร่ ใช้เงินเท่าไหร่ ผลงานออกมาเท่าไหร่ ถ้าผลออกมาดีก็ทดลองทำกับที่อื่น ๆ ต่อไป” ซึ่งไม่เหมือนโครงการนำร่องที่ตั้งงบประมาณมาสนับสนุนครั้งเดียวแล้วก็จบไป แต่เป็นเรื่องที่มีงบสนับสนุนอยู่แล้ว เราแค่ใช้ประโยชน์ให้เต็มที่

 

“ปัจจัยสำคัญหนึ่งอย่างในการขยายผลในระดับสากล คือต้องมั่นใจว่ามีกฏหมายรองรับประเด็นที่ต้องการแก้ไข เพื่อให้สามารถนำสิ่งที่เราทำไปปฏิบัติซ้ำในพื้นที่อื่น ๆ ได้”

 

ดังนั้นการเข้าถึงภาครัฐเป็นเรื่องสำคัญ

สำหรับภาคธุรกิจ แนะนำให้เข้าทางตลาดหลักทรัพย์เนื่องจากมีแพลตฟอร์มเรียกว่า SET Social Impact อยู่แล้วซึ่งเปิดโอกาสให้ กิจการเพื่อสังคมใหม่ ๆ ได้เข้าไปเรียนรู้ SE 101 การเป็นธุรกิจเพื่อสังคม ต้องทำอะไรบ้าง?

หรือ SE 102 ในระยะการขยายผลของกิจการเพื่อสังคม ต้องทำอย่างไรบ้าง?

มีบริษัทมหาชนจำนวนมากที่อยากช่วยเราขยายงาน เช่น บริษัทพฤกษาซึ่งสนใจอยากทำงานร่วมกันเพื่อเป็น CSR ของบริษัท สิ่งที่เขาได้รับนอกเหนือจากการลดหย่อนภาษีคือการจัดทำรายงาน CSR or sustainable devleopment report ให้กับตลาดหลักทรัพย์และใช้ในการนำเสนอต่อนักลงทุน ซึ่งนักลงทุนในปัจจุบันให้ความสนใจเรื่อง SDG ค่อนข้างมาก

ดังนั้นในการทำงาน เรามุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่เราสนใจและต้องการแก้ไขแต่ควรมองรอบ ๆ ว่ามีปัญหาอื่นใดที่เราสามารถแก้ไขได้ในระหว่างทางด้วย

 

สรุป

  1. การเริ่มต้นทำกิจการเพื่อสังคมต้องเริ่มจากมองปัญหาให้เป็นก่อน ซึ่ง UNSDG 17 ข้อ ได้บอกปัญหาที่คนทั่วโลกกำลังเผชิญอยู่ และเมื่อศึกษาลงรายละเอียด จะเห็นตัวชี้วัดหรือ KPI ที่บอกรายละเอียดของปัญหา จากนั้นจึงกลับมาดูรายงานประเทศไทยว่ามีปัญหาอะไรบ้างที่ยังทำได้ไม่ดี
  2. การเริ่มค้นหาทางแก้ปัญหาต้องพิจารณา 3 ปัจจัย คือ เงิน คน ของ เช่น มีเงินหรือยัง? เอาคนมาจากไหน? คนหาเงินได้ไหม? การทำงานอย่างไร?
  3. ภารกิจของกิจการเพื่อสังคม คือการแก้ไขปัญหาสังคมโดยกระบวนการทางธุรกิจที่เติบโต ยั่งยืน และสร้างผลกระทบทางบวกได้ เริ่มจากการสังเกตเรื่องที่ประชาชนบ่น เพราะเสียงบ่นคือเสียงความรู้สึกของประชาชนที่คนทำงานภาครัฐต้องตอบสนอง ซึ่งผู้ประกอบการสังคมต้องมีนวัตกรรมหรือกระบวนการทางธุรกิจที่ทันสมัยกว่าภาครัฐ และกระบวนการนี้ต้องสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้โดยไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชนหรือภาครัฐ แต่เป็นการทำงานที่เชื่อมความรู้และความสามารถที่ทั้งสองภาคขาดหายไป
  4. ความท้าทายในช่วง 1 – 2 ปีแรก คือการพิสูจน์ว่าเราสามารถสร้างผลกระทบทางสังคมเชิงบวกได้เพราะการสร้างความร่วมมือกับภาครัฐและภาคท้องถิ่นต้องใช้เวลาในการสร้างความเชื่อมั่นและเชื่อใจ
  5. การเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ต้องกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนและวิเคราะห์พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายเพื่อออกแบบสินค้าและบริการให้เข้ากับพฤติกรรมของกลุ่มลูกค้า
  6. กิจการเพื่อสังคมต้องคิดเรื่องการขยายผลตั้งแต่ต้น ต้องคิดว่าการขยายไปประเทศต่าง ๆ มีข้อจำกัดหรืออุปสรรคในการเคลื่อนย้ายธุรกิจอย่างไร ถ้าเป็นธุรกิจแบบปกติ จะสามารถปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมของเขาได้อย่างไร รายละเอียดเหล่านี้ต้องศึกษาและออกแบบการบริการให้เหมาะสม นอกจากนี้ ควรมีกฏหมายรองรับประเด็นที่ต้องการแก้ไขเพื่อให้สามารถนำสิ่งที่กำลังทำไปปฏิบัติซ้ำในพื้นที่อื่น ๆ ได้
  7. การนำภูมิปัญญามาสร้างนวัตกรรมหรือปรับแต่งให้เข้าถึงง่าย ต้องระลึกว่าภูมิปัญญาท้องถิ่นแห่งหนึ่ง อาจไม่ได้รับการยอมรับในอีกแห่งหนึ่ง จึงต้องปรับให้เป็นสิ่งที่คนทั่วโลกยอมรับและอยากใช้ และการอธิบายเรื่องภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กับคนภายนอกฟังแล้วเข้าใจ ควรย้ายบทสนทนาพื้นฐานไปพูดในเรื่องที่พวกเขารู้จักคุ้นเคย
  8. การสื่อสารกับภายนอกโดยเฉพาะในระดับโลก ต้องนึกถึงสื่อพาหะนำสาร เช่น การทำงานกับ UNDP อาจช่วยให้องค์กรสามารถเข้าไปทำงานในประเทศต่าง ๆ ได้สะดวกมากขึ้น
  9. การทำงานกับภาครัฐ ในประเทศไทยการลงทุนจากภาครัฐถือเป็นการลงทุนใหญ่ที่สุด แต่ละหน่วยงานมีงบประมาณที่สามารถใช้พัฒนาและแก้ไขปัญหาสังคมในรูปแบบที่สอดคล้องกับงานของเรา จึงเป็นแหล่งทุนสนับสนุนที่ควรสนใจ ในการติดต่อกับราชการ ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับความรับผิดชอบของแต่ละกรมกองและศึกษาดัชนีตัวชี้วัดของกระทรวงต่าง ๆ เพื่อความน่าเชื่อถือในการเขียนโครงการเสนอภาครัฐ อย่างไรก็ตาม อย่าคาดหวังว่าเมื่อมีจดหมายหรือนโยบายใด ๆ มาสนับสนุนแล้ว ทุกองค์กรของภาครัฐจะสนับสนุนเรา ทุกอย่างต้องขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและความเป็นจริงเป็นหลัก
  10. สำหรับภาคธุรกิจ แนะนำให้เข้าทางตลาดหลักทรัพย์เนื่องจากมีแพลตฟอร์มเรียกว่า SET Social Impact ซึ่งเปิดโอกาสให้กิจการเพื่อสังคมใหม่ ๆ ได้เข้าไปเรียนรู้ SE 101 การเป็นธุรกิจเพื่อสังคม ต้องทำอะไรบ้าง? หรือ SE 102 ในระยะการขยายผลของกิจการเพื่อสังคม ต้องทำอย่างไรบ้าง? ปัจจุบันมีบริษัทมหาชนจำนวนมากที่อยากช่วยกิจการเพื่อสังคมขยายงาน ดังนั้นในการทำงาน เรามุ่งเน้นไปที่ปัญหาที่สนใจและต้องการแก้ไขแต่ควรมองรอบ ๆ ว่ามีปัญหาอื่นใดที่สามารถแก้ไขได้ในระหว่างทางด้วย