พัฒนาแผนธุรกิจแบบ TP

พัฒนาแผนธุรกิจแบบ TP

2020-06-29T09:47:32+00:00มิถุนายน 2nd, 2020|บทความ|

การพัฒนาแผนธุรกิจแบบ TP solution

จากประสบการณ์ของป๊อปและภัฏในการพัฒนาธุรกิจทั้งของตัวเองและของคนอื่น

แต่ท้ายสุดแล้วธุรกิจสามารถเกิดขึ้นได้จากประโยคเพียง 1 ประโยค พวกเขาทำได้อย่างไร? เรามาหาคำตอบในบทเรียนนี้กันเลย

 

อุปสรรคในการเริ่มต้นทำธุรกิจในมุมมองของ TP solution

ภัฎ: เรามองว่าสิ่งเหล่านั้นไม่ใช่อุปสรรคแต่เพราะคนมักคิดว่าเป็นอุปสรรคจึงทำให้พวกเขาไปต่อไม่ได้สักที

สิ่งที่ว่าคือการขาดเงินทุน ถ้าเราเริ่มต้นจากการมองว่าเรามีเงินมากหรือน้อยกว่าคนอื่น หรือมองว่าเราไม่มีเงินแล้วจะเริ่มต้นได้อย่างไร เราจะไม่มีวิธีในการเริ่มต้น

ในการสร้างธุรกิจมี 4 เรื่องพื้นฐานที่ควรคำนึงถึงคือ

  1. เราสร้างคุณค่าอะไร?
  2. กลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าคือใคร?
  3. เราใช้วิธีใดในการแก้ปัญหา?
  4. เราใช้ทรัพยากรอะไร?

เช่น TP ต้องการทำให้ธุรกิจของแม่ค้าดีขึ้น ดังนั้น คุณค่าคือธุรกิจของแม่ค้าดีขึ้น กลุ่มเป้าหมายคือแม่ค้า ส่วนวิธีแก้ปัญหาคือนำเสนอบรรจุภัณฑ์รักษ์โลกและแก้ปัญหาทางธุรกิจให้กับพวกเขา และทรัพยากรที่ใช้คือกลุ่มขนส่งต่าง ๆ ผ่านรูปแบบของการเป็นพันธมิตร จากองค์ประกอบทั้ง 4 ส่วน สามารถสรุปได้ว่าเราต้องการพัฒนาธุรกิจให้แม่ค้า โดยใช้การขนส่งเป็นเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจให้กับเขา นี่คือเจตจำนงของเรา เป็นสิ่งที่เรากำลังจะทำ และสามารถพัฒนาเป็นการวางแผนเชิงปฏิบัติ (Action Plan) ต่อได้

“อาจเริ่มต้นจากเจตนาของเราก่อนก็ได้ เช่น เรามีเจตนาช่วยคนตกงาน ให้มีงานทำ จากนั้นคิดต่อว่าเรากำลังสร้างสมมติฐานใดจากเจตนาของเรา”

 

คุณค่าทางสังคม กับ คุณค่าทางธุรกิจ

ภัฎ: เรามองว่าคุณค่าทางสังคมและทางธุรกิจหรือลูกค้าเป็นเรื่องเดียวกัน เพียงแต่การมองในเชิงสังคมหรือในเชิงธุรกิจเป็นการมองแค่ 1 มิติ ธุรกิจเพื่อสังคมคือการทำให้ภาคธุรกิจและภาคสังคมไปด้วยกันได้ซึ่งไม่ต่างจากการมองภาพธุรกิจให้ครบทุกมิติ เช่น เราต้องการแก้ปัญหาผู้พิการ เราต้องมองให้ครบว่าต้องรวมใครเข้ามาในวงบ้างเพื่อให้ปัญหานี้ได้รับการแก้ไข

 

ปัญหาคือ “การบ้านพื้นฐาน”

ภัฏ: หัวใจหลักคือการเข้าใจปัญหาให้ได้มากที่สุด ไม่ได้หมายความว่าวันที่เราเริ่มทำคือวันที่เรารู้ทุกอย่าง แต่เป็นการที่เราทำไปด้วยเรียนรู้ไปด้วย ทำให้เราเข้าใจปัญหาลึกซึ้งขึ้นเรื่อย ๆ เช่น ในช่วงเริ่มต้น เราไม่ได้เข้าใจแม่ค้ามากนัก เราแค่สงสัยว่าทำไมมีคนพยายามแก้ปัญหาเรื่องโฟมมาหลายปีแต่แก้ไม่ได้เสียที ทำไมกลุ่มแม่ค้าถึงยังใช้โฟมอยู่ทั้งที่ผู้บริโภคไม่อยากใช้โฟมแล้ว?

“เราเริ่มจากความไม่เข้าใจ ประกอบกับความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเราลงพื้นที่ไปหากลุ่มเป้าหมาย เราจะเห็นปัญหาในเชิงลึกมากขึ้น เมื่อเราเห็นปัญหาในวงกว้างขึ้น เราสามารถแก้ปัญหาได้ทีละจุด ๆ จึงแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้”

เช่น เราสงสัยว่าทำไมแม่ค้ายังใช้โฟมอยู่? สิ่งที่คิดได้คือเราต้องไปคุยกับแม่ค้า ผู้บริโภค และผู้ผลิต ซึ่งเป็นภาพรวมง่าย ๆ ที่เราเริ่มทำก่อน หลังจากที่เริ่มคุยกับแต่ละกลุ่มทำให้เราเห็นภาพลึกขึ้นว่ามีเรื่องการขนส่งเข้ามาเกี่ยว ทำให้เราต้องไปคุยกับบริษัทขนส่งเพิ่มทั้งที่ตอนแรกเราไม่เห็นกลุ่มนี้ในภาพเลยด้วยซ้ำ

“ปัญหาทางสังคมเป็นปัญหาที่ซับซ้อน ไม่งั้นคงถูกแก้ไปนานแล้ว และด้วยความซับซ้อนนี้หากเรามองภาพใหญ่ตั้งแต่ต้น เราจะปวดหัวมากเพราะทุกอย่างซับซ้อนไปหมด เราเริ่มจากภาพเล็กก่อนแล้วค่อยขยายวงให้ใหญ่ขึ้น”

 

การเริ่มธุรกิจด้วยเงิน 0 บาท

ป๊อบ: หลาย ๆ คนมักคิดว่าต้องใช้เงินทุนในการเริ่มทำอะไรสักอย่าง อันที่จริงเราควรคิดว่าทุนที่เราต้องการได้มา เราจะนำไปใช้ทำอะไรบ้าง? และคิดย้อนกลับว่าในการได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน มีวิธีไหนบ้างที่ใช้เงินทุนน้อยที่สุด?

เช่น เราต้องการให้แม่ค้าใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก เราทดสอบโดยการนำตัวอย่างไปถามความเห็นจากแม่ค้าเพื่อเก็บข้อมูลความสนใจ

“เราไม่จำเป็นต้องลงทุนเครื่องจักรเพื่อผลิตสินค้าออกมาใช้ในการเก็บข้อมูลตลาดเลย”

หรือ สมมติฐานว่าหากให้ผู้บริโภคเป็นคนรับผิดชอบต้นทุนที่เกิดขึ้น เราแค่ทำป้ายกระดาษง่าย ๆ แล้วไปวางตามจุดต่าง ๆ เพื่อพิสูจน์สมมติฐาน

“เพราะสิ่งที่เราทำคือการทดสอบโมเดลหรือตัวต้นแบบ เรายังไม่รู้ว่าผลจะเป็นอย่างไร เราจึงควรใช้งบที่น้อยเพื่อให้เราได้คำตอบที่ต้องการก่อน ถ้าวิธีนี้ได้ผลลัพธ์ดี เราจึงค่อยลงทุน ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นแล้วแสดงว่าเงินที่เราลงทุนไปต้องได้รายได้กลับมา”

 

โมเดลทางธุรกิจ

ป๊อบ: ก่อนถามว่าโมเดลที่คิดไว้ถูกต้องไหม? ต้องถามก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายของเขาถูกแล้วหรือยัง? หรือโมเดลนี้ใช้ได้หรือไม่?

ภัฏ: คนมักมุ่งไปที่ทรัพยากรก่อนการพิสูจน์ว่าโมเดลที่คิดไว้นั้นใช้ได้ผลจริง ๆ หรือไม่?

 

กลุ่มเป้าหมาย

ภัฏ: ถ้าเราตั้งคำถามถูก เราจะเดินต่อไปได้ถูก แต่ถ้าเราตั้งคำถามหรือวัตถุประสงค์ผิด เราจะหลงทาง เช่น เรามีวัตถุประสงค์ในการหาโรงงานเพื่อผลิตสิ่งนี้ แต่ไม่ได้คิดว่าเราผลิตเพื่ออะไร? และต้องการแก้ปัญหาให้กับใคร? เช่น เราต้องการผลิตกล่องรักษ์โลกออกมา เราต้องดูว่าเราผลิตกล่องเพื่ออะไร? ถ้าคำตอบคือเพื่อแก้ปัญหากล่องโฟมให้หายไป แสดงว่าวัตถุประสงค์ของเราคือลดการใช้โฟม ดังนั้นเราควรพุ่งเป้าไปว่าเราต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้การใช้กล่องโฟมหายไป

 

โมเดลธุรกิจสำเร็จรูป

ภัฏ: มองว่าเป็นกรณีศึกษามากกว่าเป็นโมเดลสำเร็จรูป เราควรรู้ว่ามีรูปแบบโมเดลอะไรบ้างในธุรกิจที่เราทำ เพื่อวันที่เราคิดไม่ออก เราสามารถนำโมเดลสำเร็จรูปเหล่านั้นมาทดลองและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทได้

“วิธีการแก้ปัญหาควรปรับเปลี่ยนไปตามตลาด ตามกลุ่มเป้าหมาย ตามบริบทของปัญหาที่เปลี่ยนไป”

“สุดท้ายแล้วโมเดลจะถูกปรับแต่งจนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะของเรา มีความเป็นตัวตนของเราอยู่ในนั้น”

ป๊อบ: ยกตัวอย่าง ร้านค้าปลีก 7-11 และแฟมิลี่มาร์ท ทั้ง 3 ที่มีโมเดลตั้งต้นเหมือนกันคือการขายปลีก แต่รายละเอียดภายในแตกต่างกัน ทำให้เรารู้สึกถึงความแตกต่างใน 3 แห่งนี้

“สิ่งสำคัญคือเราต้องคิดว่าตัวตนของเราคืออะไร? และเราอยากให้สังคมเห็นตัวตนของเราเป็นแบบใด?

 

การตั้งราคา

ป๊อบ: เป็นคำถามที่เจอบ่อยว่าควรตั้งราคาสินค้าและบริการของตนเองอย่างไร? และธุรกิจควรมีกำไรเท่าไหร่?

ส่วนตัวเริ่มจากคิดว่าสินค้าหรือบริการของเรามีคุณค่ากับใคร? แล้วคนที่ได้รับคุณค่านั้นมีความสามารถในการจ่ายสินค้าหรือบริการเท่าไหร่? ส่วนนี้เราสามารถเก็บข้อมูลได้

ภัฏ: สมัยก่อนเวลาตั้งราคาไม่ถูก หลักการคือให้นำสินค้านั้น เช่น เนื้อหมู 1 กิโลกรัม มาวางไว้แล้วให้คนทายว่าราคาเท่าไหร่ จากนั้นนำราคาทั้งหมดมาหาค่าเฉลี่ย จะได้ราคาที่ใกล้เคียงกับราคาที่ตลาดต้องการมากที่สุด เรียกว่า Wisdom of the Crowd ซึ่งเป็นที่มาของการทำวิจัยการตลาดในปัจจุบัน ประเด็นหลักอยู่ที่ความเชื่อที่ว่าแต่ละคนมีเทคนิคและความรู้แตกต่างกัน ดังนั้นแนวความคิดต่อสิ่ง ๆ หนึ่งจึงมีวิธีคิดที่แตกต่างกันออกไป

อีกวิธีคือการเปรียบเทียบกับคู่แข่ง โดยเก็บข้อมูลทั้งหมดแล้วพิจารณาว่ามูลค่าของสินค้าหรือบริการของเราอยู่ตรงจุดไหนในตลาด แล้ววางตำแหน่งของแบรนด์เราลงไป

สรุปว่าเราสามารถอิงราคาจากตลาดกลุ่มเป้าหมายหรือตลาดที่เคยมีคนทำมาแล้ว สามารถใช้ได้ทั้งสองแบบ

 

วัตถุประสงค์ด้านสังคม

ภัฏ: เริ่มจากเจตนารมณ์ของเรา สมมติเราเดินไปเจอผู้พิการทางสายตา แล้วเราเกิดเจตนาว่าอยากทำให้คุณภาพชีวิตเขาดีขึ้น ให้เขียนเป็นประโยคเลย แล้วลองอ่านดูว่าเราสงสัยในจุดไหน? โดยต้องเปิดใจกว้าง ๆ จากประโยคนี้เราเกิดความสงสัยว่า คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นคืออะไร? เราก็จดไว้เพื่อไปหาคำตอบจากการถามผู้พิการทางสายตาว่าคุณภาพชีวิตของเขาเป็นอย่างไร? และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นคืออะไร?

เมื่อได้คำตอบแล้ว เรามาปรับเจตนารมณ์เดิมของเราตามคำตอบที่ได้รับมา ซึ่งเราจะมีคำถามให้เราต้องหาคำตอบเพิ่มขึ้นอีก ดังนั้นวงจรนี้จะไม่สิ้นสุดและทำให้ธุรกิจของเราเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ

 

การเขียนเจตนารมณ์ (Statement)

ภัฏ: เริ่มจากเขียนเจตนาธรรมดาก่อน แล้วมองให้ครบทั้ง 4 มิติตามที่กล่าวไปแล้ว ถ้าเรายังเห็นภาพไม่ชัด หน้าที่คือต้องลงไปหาข้อมูลเพื่อทำให้ภาพชัดขึ้น และเมื่อเราเห็นภาพคุณค่าและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดขึ้นแล้ว เราจะเริ่มคิดได้ว่าต้องใช้วิธีใดในการมอบคุณค่านี้ให้กับกลุ่มเป้าหมายของเรา เมื่อเราได้วิธีการแล้วเราพิจารณาได้ว่าต้องใช้ทรัพยากรใดบ้างในการสร้างวิธีการหรือโมเดลนี้

พอเราเห็นภาพชัดทั้ง 4 มิติแล้ว เราลองทดสอบโมเดลกับตลาดและเมื่อเราได้ลูกค้ารายแรก เราก็เริ่มธุรกิจได้เลย โดยเราปรับเจตนารมณ์ไปด้วยระหว่างทาง

ป๊อบ: เจตนาเริ่มแรกของ TP คือให้คนใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก แล้วเราเริ่มหาคำตอบว่าใครคือกลุ่มที่ใช้บรรจุภัณฑ์เหล่านี้ และได้คำตอบคือกลุ่มแม่ค้า จากนั้นเราลงไปเก็บข้อมูลว่าทำไมเขาถึงไม่ใช้ เมื่อได้คำตอบว่าเพราะราคาสูง ทำให้ชีวิตเขาแย่ลง เราก็ปรับเจตนาของเราใหม่ เป็นการให้แม่ค้าใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลกแล้วคุณภาพชีวิตดีขึ้น จะเห็นได้ว่าจากเดิมที่เราแค่ต้องการขายบรรจุภัณฑ์ กลายเป็นเราเข้าไปพัฒนาคุณภาพชีวิตของแม่ค้าให้ดีขึ้นด้วย

ภัฏ: เหมือนกับเราค่อย ๆ แก้ไปทีละปัญหา ซึ่งทุกปัญหาตอบโจทย์เดียวกันคือทำให้แม่ค้าใช้บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก

 

สำหรับคนที่มีโมเดลหรือวิธีการแก้ปัญหาอยู่แล้ว และอยากทำบางสิ่งเพื่อสังคม เขาจะเริ่มต้นอย่างไร?

ภัฎ: ต้องมองใน 4 มิติเหมือนเดิม คนที่มีโมเดลหรือวิธีการแก้ปัญหาที่จากความเชี่ยวชาญของตน แสดงว่าเขามีทรัพยากรและวิธีการแล้ว จากนั้นก็คิดต่อว่า คุณค่าหรือกลุ่มเป้าหมายที่ได้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญหรือโมเดลของเขาคืออะไร? ซึ่งระหว่างทางที่เขาหาคำตอบย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบใน 4 มิตินี้อยู่ดี

หรือถ้าเขามีแรงจูงใจ (Passion) ในเรื่องใด ให้เริ่มจากเรื่องนั้นจะง่ายขึ้น

เช่น เราเชี่ยวชาญด้านการสอนหนังสือ และเราอยากทำให้คุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสายตาดีขึ้น เราอาจเขียนเจตจำนงว่า อยากให้คุณภาพชีวิตของผู้พิการทางสายตาดีขึ้นโดยการสอนหนังสือ แล้วค่อยหาคำตอบว่าคุณภาพชีวิตที่ดีคืออะไร? แล้วมีข้อไหนที่เติมได้ด้วยการสอนหนังสือ ทีนี้เจตจำนงของเราก็สมบูรณ์ขึ้น

 

ผู้ประกอบการที่ทำให้เราสิ้นหวัง

ภัฏ: เราเรียกกลุ่มนี้ว่า นาโต้ (No Action, Talk Only) คือกลุ่มที่พูดอย่างเดียวไม่ลงมือทำ ธุรกิจจะไม่เกิดและปัญหาจะไม่ถูกแก้

“ปัญหาสังคมต้องการคนที่ลงมือทำ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนเก่ง แต่เป็นคนที่พร้อมลงไปแก้ปัญหาและพัฒนาตัวเองทีละเล็กละน้อยไปเรื่อย ๆ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย”

 

3 เดือนแห่งการเปลี่ยนแปลง

ป๊อบ: ในช่วงเริ่มแรกเราทดสอบหลายโมเดลมาก เพื่อปรับเปลี่ยนและแก้ปัญหาไปทีละจุด โดยการทดลองใช้แต่ละโมเดลทำให้เรายิ่งเข้าใจปัญหาและคิดโมเดลใหม่เพื่อมารับมือกับบริบทที่เปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ

ภัฏ: กุญแจหลักคือการเปลี่ยนให้เร็ว คิดอะไรได้แล้วให้ทำเลย และทำให้ง่ายที่สุด อย่าคิดเยอะคิดซับซ้อน เพราะทำให้เสียเวลา

ป๊อบ: อาจเพราะเราเริ่มต้นด้วยการใช้ทุนที่น้อยทำให้เราปรับเปลี่ยนได้เร็ว แต่บางคนที่ลงทุนเยอะ เขาอาจรู้สึกเสียดายจึงไม่ค่อยอยากเปลี่ยนทั้งที่เขาอาจรู้อยู่ว่าโมเดลนี้ไม่ได้ผล

ภัฏ: อีกประเด็นสำคัญคือการตอบโจทย์ลูกค้าหรือกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่น กลุ่มลูกค้า TP ไม่ซื้อของออนไลน์ ดังนั้นเราไม่ต้องเสียเวลาหรือทรัพยากรในการสร้างเว็บไซต์หรือทำการตลาดออนไลน์ เราต้องวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของเรา อย่าทำตามกระแส

 

สรุป

  1. อุปสรรคในการเริ่มต้นทำธุรกิจ คนส่วนใหญ่มักมองเรื่องการขาดเงินทุน ซึ่งส่วนตัวคิดว่าไม่ควรมองเป็นอุปสรรคเพราะจะทำให้ยึดติดและไปต่อไม่ได้ ควรคิดว่าทุนที่ต้องการได้มา จะนำไปใช้ทำอะไรบ้าง? และคิดย้อนกลับว่าในการได้ผลลัพธ์แบบเดียวกัน มีวิธีไหนบ้างที่ใช้เงินทุนน้อยที่สุด? การทดสอบโมเดลหรือต้นแบบซึ่งยังไม่รู้ว่าผลลัพธ์ว่าเป็นอย่างไร? จึงควรใช้งบที่น้อยเพื่อให้ได้คำตอบที่ต้องการก่อน ถ้าวิธีนี้ได้ผลลัพธ์ดี จึงค่อยลงทุน เพราะเงินที่ลงทุนไปต้องมีรายได้กลับมา
  2. ในการสร้างธุรกิจมี 4 เรื่องพื้นฐานที่ควรคำนึงถึงคือ
    1. เราสร้างคุณค่าอะไร?
    2. กลุ่มเป้าหมายหรือกลุ่มลูกค้าคือใคร?
    3. เราใช้วิธีใดในการแก้ปัญหา?
    4. เราใช้ทรัพยากรอะไร?

จากองค์ประกอบทั้ง 4 ส่วน สามารถพัฒนาเป็นการวางแผนเชิงปฏิบัติ (Action Plan) ต่อได้

  1. คุณค่าทางสังคม กับ คุณค่าทางธุรกิจ เป็นเรื่องเดียวกันเพียงแต่การมองในเชิงสังคมหรือในเชิงธุรกิจเป็นการมองแค่ 1 มิติ ธุรกิจเพื่อสังคมคือการทำให้ภาคธุรกิจและภาคสังคมไปด้วยกันได้ซึ่งไม่ต่างจากการมองภาพธุรกิจให้ครบทุกมิติ
  2. หัวใจหลักของการแก้ปัญหาคือการเข้าใจปัญหาให้ได้มากที่สุด ไม่จำเป็นว่าต้องรู้ทุกเรื่องถึงจะเริ่มแก้ไขปัญหาได้ แต่เป็นการที่ทำไปด้วยเรียนรู้ไปด้วย เพื่อให้เข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งขึ้นและสามารถแก้ปัญหาได้ทีละจุด
  3. โมเดลธุรกิจและกลุ่มเป้าหมายต้องชัดเจน การตั้งคำถามหรือวัตถุประสงค์มีความสำคัญมาก ต้องมีความชัดเจน มิฉะนั้นอาจทำให้หลงทางได้ และไม่ควรทำตามกระแส
  4. ควรศึกษาว่ามีรูปแบบโมเดลอะไรบ้างในธุรกิจที่กำลังทำ เพื่อสามารถนำโมเดลสำเร็จรูปเหล่านั้นมาทดลองและปรับเปลี่ยนให้เข้ากับบริบทได้
  5. วิธีการแก้ปัญหาควรปรับเปลี่ยนไปตามตลาด ตามกลุ่มเป้าหมาย ตามบริบทของปัญหาที่เปลี่ยนไป ซึ่งท้ายสุดแล้วโมเดลจะถูกปรับแต่งจนกลายเป็นรูปแบบเฉพาะที่มีความเป็นตัวตนของเราอยู่ในนั้น ดังนั้นต้องคิดให้ชัดเจนว่าตัวตนของเราคืออะไร? และอยากให้สังคมเห็นตัวตนของเราเป็นแบบใด?
  6. การตั้งราคาสินค้าและบริการ
    1. ควรเริ่มจากคิดว่าสินค้าหรือบริการของเรามีคุณค่ากับใคร? แล้วคนที่ได้รับคุณค่านั้นมีความสามารถในการจ่ายสินค้าหรือบริการเท่าไหร่? ส่วนนี้สามารถเก็บข้อมูลได้จากการทำวิจัยการตลาด
    2. เปรียบเทียบกับคู่แข่ง โดยเก็บข้อมูลทั้งหมดแล้วพิจารณาว่ามูลค่าของสินค้าหรือบริการของเราอยู่ตรงจุดไหนในตลาด แล้ววางตำแหน่งของแบรนด์ของเราลงไป
  7. วัตถุประสงค์ด้านสังคม ควรเริ่มจากเจตนารมณ์ของเรา จากนั้นลองเขียนเป็นประโยคแล้วอ่านทวนว่าเราสงสัยในจุดไหน? โดยต้องเปิดใจกว้าง ๆ จากนั้นพยายามหาคำตอบจากการเก็บข้อมูลแล้วนำมาปรับเจตนารมณ์เดิมของเรา ซึ่งวงจรนี้จะไม่สิ้นสุดและทำให้ธุรกิจเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ
  8. การเขียนเจตนารมณ์ (Statement) เริ่มจากเขียนเจตนาธรรมดาก่อน แล้วมองให้ครบทั้ง 4 มิติตามที่กล่าวไปแล้ว ถ้ายังเห็นภาพไม่ชัด ต้องลงไปหาข้อมูลเพื่อทำให้ภาพชัดขึ้น และเมื่อเห็นภาพคุณค่าและกลุ่มเป้าหมายที่ชัดขึ้นแล้ว จึงเริ่มคิดได้ว่าต้องใช้วิธีใดในการมอบคุณค่านี้ให้กับกลุ่มเป้าหมายของเรา เมื่อได้วิธีการแล้วให้พิจารณาว่าต้องใช้ทรัพยากรใดบ้างในการสร้างวิธีการหรือโมเดลนี้
  9. สำหรับคนที่มีโมเดลหรือวิธีการแก้ปัญหาอยู่แล้ว และอยากทำบางสิ่งเพื่อสังคม ควรเริ่มต้นด้วยการพิจารณาทั้ง 4 มิติเช่นกัน โดยคิดว่าคุณค่าหรือกลุ่มเป้าหมายที่ได้ประโยชน์จากความเชี่ยวชาญหรือโมเดลของเขาคืออะไร? ซึ่งระหว่างทางที่เขาหาคำตอบย่อมต้องมีการปรับเปลี่ยนองค์ประกอบใน 4 มิตินี้หรือถ้าเขามีแรงจูงใจ (Passion) ในเรื่องใด ให้เริ่มจากเรื่องนั้นจะง่ายขึ้น
  10. ในช่วงเริ่มแรก ให้ทดสอบหลาย ๆ โมเดล เพื่อปรับเปลี่ยนและแก้ปัญหาไปทีละจุด โดยการทดลองช่วยทำให้เราเข้าใจปัญหาและคิดโมเดลใหม่เพื่อมารับมือกับบริบทที่เปลี่ยนไปได้เรื่อย ๆ ซึ่งกุญแจหลักคือการปรับเปลี่ยนให้เร็ว คิดอะไรได้แล้วให้ทำเลย และทำให้ง่ายที่สุด อย่าคิดเยอะคิดซับซ้อน เพราะทำให้เสียเวลา และไม่ควรเริ่มต้นด้วยการลงทุนที่เยอะเพราะส่วนมากมักไม่อยากเปลี่ยนโมเดลเพราะเสียดาย